McLaren 765LT ตัวแรงรีดน้ำหนัก ฮาร์ดคอร์ได้ทั้งบนถนน และสนามแข่ง

810 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความ supercar SUPERCAR UPDATE

McLaren 765LT ตัวแรงรีดน้ำหนัก ฮาร์ดคอร์ได้ทั้งบนถนน และสนามแข่ง

ชื่อ Longtail นั้นถือกำเนิดมายาวนาน เริ่มตั้งแต่ปี 1997 ในรุ่น McLaren F1 GTR Longtail ที่สร้างชื่อในการแข่ง Le mans ต่อมาในปี 2015 Longtail หวนกลับมาอีกครั้ง นั่นคือ 675LT ถัดไปในปี 2018 คือรุ่น 600LT ที่มีทั้ง 2 ตัวถังให้เลือก Coupe กับ Spider และก็ถึงปัจจุบันในปี 2020 กับ LT รุ่นล่าสุดอย่าง 765LT ที่มีประสิทธิภาพสูงเตรียมพร้อมทั้งในสนามแข่ง และบนท้องถนนทั่วไป

McLaren 765LT มันคือ 720S ทีถูกอัพเกรด น้ำหนักตัวรถลดลงเหลือเพียง 1,339 กิโลกรัม (เบากว่า 720S กว่า 80 กก.) ด้านแอร์โรไดนามิกปรับใหม่รอบคัน แรงกดเพิ่มขึ้นกว่า 25% มีชุดกันชนหน้าใหม่ ช่องลมกับลิ้นล่างเพิ่มแรงกดมีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มช่องลมรีดอากาศที่ซุ้มล้อหน้า สเกิร์ตข้างใหม่แบบมีครีบ บั้นท้าย ให้ Diffuser ล่างที่ใหญ่โตขึ้น ปีกท้ายแบบ Active ดีไซน์เฉพาะตัว LT  และที่เด่นเลยคือ ชุดท่อไอเสียใหม่ออก 4 รู วัสดุไทเทเนียม เบาลง 3.8 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับท่อเดิม 720S  ที่จะแผดเสียงจากเครื่องยนต์ V8 ได้ดุดันกว่าที่เคย ชุดเบรกเป็นแบบคาร์บอน-เซรามิก ด้านหน้าขนาด 390 มม. ก้ามเบรกดึงมาจากรุ่น Senna แบบ 6 สูบ ด้านหลัง 380 มม. ก้ามเบรก 4 สูบ ชุดล้อมาในแบบ Forged 10 ก้าน น้ำหนักเบาพิเศษ มี 4 เฉดสีให้เลือก คือ Platinum, Stealth, Satin Diamond Cut และสี Gloss Black สวมเข้ากับยาง Pirelli P Zero Trofeo มาในขนาด 245/35 R19 และหลัง 305/30 R20 และถ้าลูกค้าต้องการใช้ลงสนามแข่ง สามารถสั่งยางรุ่น Trofeo R มาใส่ได้

ภายในห้องโดยสาร 765LT เน้นความดุดันพร้อมแข่ง ล้อมรอบด้วยหนัง Alcantara กับคาร์บอนไฟเบอร์ เบาะนั่งมี 3 รูปแบบให้เลือกทั้ง Sports Seats, Racing Seats และ Racing Seats น้ำหนักเบาพิเศษ ที่สามารถสั่งออฟชั่นเสริม เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบ 6 จุด โครงเหล็กเสริมความปลอดภัย หน้าจอส่วนกลางเสริมฟังก์ชั่น Track Telemetry คอยจับเวลารอบในสนาม เสริมด้วยกล้องวิดีโอ 3 ตัว ติดตั้งที่กันชนหน้า, กันชนหลัง และภายในรถมุมมองผู้ขับขี่ ส่วนระบบปรับอากาศ และเครื่องเสียงจาก Bowers & Wilkins 12 โพง ถ้าคุณต้องการ คุณต้องจ่ายเงินเพิ่มในภายหลัง

765LT ใช้ขุมพลังรหัส M840T ตัวเดียวกับใน 720S ขนาด 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบคู่  ใช้ระบบน้ำมันหล่อลื่นแบบ Dry sump กำลังนั้นถูกยกระดับขึ้นเป็น 765 แรงม้า ที่ 7,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 800 นิวตัน-เมตร ที่ 5,500 รอบ/นาที ทำท๊อปสปีดได้ 330 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 ในเวลา 2.8 วินาที 0-200 ใน 7.2 วินาที ส่วนระยะเบรก 100-0 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ 29.5 เมตร และ 200-0 อยู่ที่ 110 เมตร ระบบส่งกำลังใช้เกียร์แบบ 7 สปีด Dual-Clutch (SSG) ที่ถูกปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ ตอบสนองฉับไวขึ้น 15% เมื่อเทียบกับ 720S ทำให้การขับขี่สนุกสนานไหลลื่นไปอีกขั้น

McLaren 765 LT ผลิตมาในจำกัดตามชื่อรุ่นของมัน เพียง 765 เท่านั้น โดยตั้งราคาไว้ราว $358,000 หรือประมาณ 11.2 ล้านบาท ยังไม่รวมภาษีนำเข้า

บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : McLaren