ประวัติ Koenigsegg

65 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความ supercar SUPERCAR HISTORY

ประวัติ Koenigsegg


แบรนด์ Koenigsegg เกิดขึ้นจากชายชื่อ Christian Von Koenigsegg ผู้ชื่นชอบและหลงใหลในยานยนต์มาตั้งแต่เกิด ช่วงอายุ 5 ขวบ เขาดูหนังเรื่อง The Pinchcliffe Grand Prix เกี่ยวกับช่างซ่อมจักรยาน ผู้สามารถสร้างรถแข่งของตัวเอง นั่นคือแรงบันดาลใจ เขามีความฝันที่อยากจะสร้างรถสปอร์ตที่สุดยอด ด้วยมือของเขาเอง แล้วเริ่มลงมือทำทันทีด้วยวัยเพียง 22 ปี เท่านั้น ในสมัยวัยรุ่น เขายังเคยเป็นที่รู้จักในฐานะจูนเนอร์จักรยานยนต์ ที่ดีที่สุดในเมืองอีกด้วย

 

  ปี 1994

ด้วยความมุ่งมั่น และวิสัยทัศน์ที่ไม่ธรรมดาของเขา ทำให้เขาสร้างเทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ ขึ้นมา ในวันที่ 12 ตุลาคม คือ จุดกำเนิดของบริษัท Koenigsegg Automotive พร้อมรถต้นแบบรุ่นแรกที่เขาสร้าง Koenigsegg CC (Concept vehicle) ซึ่งใช้ระยะเวลาทำร่วม 2 ปี

  ปี 1996

Koenigsegg CC ถูกขับออกสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก ที่สนาม Anderstorp race track โดยนักแข่งชื่อดังสมัยนั้น Rickard Rydell รวมถึงคนอื่น Picko Troberg และ Calle Rosenblad ทุกคนต่างให้คำชื่นชมในประสิทธิภาพตัวรถที่โดดเด่นอย่างมาก

  ปี 1997

ความสำเร็จที่เมืองคานส์ Koenigsegg CC ตัวต้นแบบ ถูกนำไปโชว์ตัวในงาน Cannes Film Festival ได้เสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมเช่นเคย จากผู้ทดลองขับ และสื่อหลายสำนักต่างนำไปเขียนข่าว ทำให้บริษัทมีชื่อเสียงมากขึ้น และพร้อมสำหรับการผลิตรุ่น Production

  ปี 1998

Koenigsegg ตัดสินใจย้ายโรงงานจากเดิมตั้งอยู่ เมืองชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ Olofstrom ประเทศสวีเดน ไปโรงงานใหม่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ ที่มีชื่อว่า Margretetorp

  ปี 2000

รถต้นแบบ สำหรับการผลิตจริงคันแรกของ Koenigsegg ถูกนำไปเปิดตัวที่งาน Paris Motor Show ในเดือนกันยายน ชื่อรุ่น Koenigsegg CC8S ซึ่งในภายหลัง มันกลายมาเป็นรถทดสอบวิ่ง และทดสอบด้านการชน เพื่อนำไปวิเคราะห์ สำหรับเตรียมจะผลิตขายจริง โดยมันมาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ซุปเปอชาร์จ 655 แรงม้า (BHP) แรงบิด 750 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 ต่ำกว่า 3.5 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 390 กิโลเมตร/ชั่วโมง

  ปี 2002

CC8S สำหรับขายจริงถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์ พร้อมถูกโชว์ตัวในงาน Geneva Motor Show เดือนมีนาคม ปี 2003 เป็นงานดีไซน์หลัก ที่ยึดแนวทางไปใช้กับ Koenigsegg รุ่นใหม่ๆ ในอนาคต โดยมันถูกผลิตออกมาเพียง 6 คัน ทำให้มันเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่หายาก และ 2 จาก 6 คัน ยังเป็นพวงมาลัยขวาอีกด้วย

ยังอยู่ที่ปี 2002 Koenigsegg CC8S ได้รับรางวัล World’s Most Powerful Production Engine รถที่เครื่องยนต์ทรงพลังที่สุดแห่งปี จาก Guiness World Record อย่างเป็นทางการ ด้วยกำลังระดับ 655 แรงม้า (BHP)

  ปี 2003

โรงงาน Koenigsegg ที่ Margretetorp เกิดเหตุไฟไหม้โดยไม่คาดฝัน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2003 เกิดขึ้นก่อนหน้างานเปิดตัว CC8S ที่ Geneva Motor Show เพียง 2 สัปดาห์ ถึงแม้เหตุการณ์จะเกิดในวันเสาร์ แต่โชคดีทีทีมงานบางส่วนช่วยนำรถ และเครื่องมือต่างๆ จากในโรงงาน หลบหนีออกมาได้ แต่บันทึกข้อมูลของบริษัทก็มีหายไปเช่นกัน

  ปี 2004

รถรุ่นใหม่ CCR ถือกำเนิด เป็นการพัฒนาต่อจาก CC8S ถูกผลิตในระหว่างปี 2004 ถึง 2006 ผลิตจำกัดเพียง 14 คัน ภายนอกมีการออกแบบล้ำสมัยมากขึ้น ด้านแอร์โรไดนามิกก็ถูกพัฒนา ช่วงล่าง ระบบเบรก เรียกได้ว่าทั้งคัน มาพร้อมเครื่องยนต์ทรงพลัง V8 ซุปเปอร์ชาร์จคู่ 806 แรงม้า (BHP) แรงบิด 920 นิวตัน-เมตร เร่ง 0-100 ในเวลา 3.2 วินาที และ ความเร็วสูงสุด 395+ กิโลเมตร/ชั่วโมง พร้อมรับรางวัล 2004 World’s Most Powerful Production Engine รถที่เครื่องยนต์ทรงพลังที่สุดแห่งปี จาก Guiness World Record อีกด้วย

  ปี 2005

CCR รุ่นใหม่ ได้รับรางวัล 2005 World’s Fastest Car รถที่เร็วที่สุดในโลก จาก Guiness World Record ด้วยสถิติความเร็ว 387.86 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขับโดย Mr. Loris Bicocchi ที่สนาม Nardo ประเทศอิตาลี ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี 2005 ถือเป็นรถคันที่สอง ถัดจาก McLaren F1 ไฮเปอร์คาร์ระดับตำนาน ที่ครองตำแหน่งมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 1998 ด้วยความเร็วสูงสุดระดับ 386.4 กิโลเมตร/ชั่วโมง

  ปี 2006

Koenigsegg เปิดตัวรถเจนเนอเรชั่นที่ 3 ในชื่อ CCX โดยหน้าตายังคล้ายคลึงกับ CCR ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.7 ลิตร ซุปเปอร์ชาร์จคู่ 806 แรงม้า (BHP) แรงบิด 920 นิวตัน-เมตร เร่ง 0-100 ในเวลา 3.2 วินาที 0-200 ใน 9.8 วินาที และ ความเร็วสูงสุด 395+ กิโลเมตร/ชั่วโมง ถูกพัฒนาด้านความปลอดภัย และค่าไอเสียเป็นไปตามมาตรฐาน Euro 4 ถือเป็น Koenigsegg รุ่นแรก ที่นำไปจำหน่ายในตลาดอเมริกา แถมทำสถิติความเร็ว สูงที่สุด 315 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่สนาม Top Gear Track ในรายการ Top Gear ของ BBC อันโด่งดัง

  ปี 2007

เป็นการเปิดตัวแบบ Worldwide ของรถซุปเปอร์คาร์ พลังงานสีเขียว ในชื่อรุ่น CCXR เป็นรถแบบ Flex Fuel เครื่อง V8 ขนาด 4.7 ลิตร ซุปเปอร์ชาร์จคู่ ที่มีการปรับจูนซอฟแวร์ Remap กล่อง ECU ให้วิ่งได้ทั้งเบนซินธรรมดา จนไปถึงแก๊สโซฮฮล E85 ได้ และด้วยค่าออกเทนที่สูงของ E85 ทำให้ CCXR รีดกำลังได้ 1,018 แรงม้า (BHP) แรงบิดสูงสุด 1,060 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 ใน 3.1 วินาที 0-200 ใน 8.9 วินาที ความเร็วสูงสุด ทะลุ 400+ กิโลเมตร/ชั่วโมง เลยทีเดียว และมี CCXR หนึ่งคันที่ทำมาเฉพาะ เพื่อเติมเชื้อเพลิง E100 ได้ มีจุดเด่นด้วยสัญลักษณ์ R ข้างตัวรถจะเป็นสีน้ำเงิน แทนสีเขียวแบบปกติ

ยังคงอยู่ในปี 2007 ที่งาน Geneva Motor Show เป็นการเผยโฉม Koenigsegg CCGT สำหรับแข่งในสนาม ในคลาส GT1 ที่ Le Mans ตัวรถเปล่าน้ำหนักเพียง 1,100 กิโลกรัม เครื่อง V8 ขนาด 5.0 ลิตร ไร้ระบบอัดอากาศ พละกำลัง 600 แรงม้า

  ปี 2008

Koenigsegg ปล่อยรถรุ่นใหม่ CCX Edition และ CCXR Edition โชว์ตัวกันที Geneva Motor Show เดือน มีนาคม โดยมีจุดเด่นด้วยตัวถังโชว์ผิวงานคาร์บอนไฟเบอร์ ล้อลายพิเศษ 11 ก้าน ปรับปรุงด้านแอร์โรไดนามิก และเซทช่วงล่างใหม่ให้ดียิ่งขึ้น CCX Edition ถูกผลิตเพียงแค่ 2 คัน ส่วน CCXR Edition ผลิตมา 4 คัน เท่านั้น

ในปีเดียวกันนั้น Koenigsegg CCX สร้างสถิติความเร็วหลายครั้ง จากชายชื่อ Horst Von Saruma หัวหน้าบรรณาธิการนิตยสาร Sport Auto ที่มีประสบการณ์ขับขี่ในสนาม Nurburgring มาแล้ว CCX ตั้งมาตรฐานใหม่ของความเร็ว ด้วยตัวเลข 0-300-0 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 29.2 วินาที และอัตราเร่ง 0-200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 9.3 วินาที

  ปี 2009

Koenigsegg เผยโฉมรุ่นพิเศษ Limited Edition ในเดือนกันยายน ในชื่อ CCXR Trevita ตัวถังถูกออกแบบพิเศษด้วย คาร์บอนไฟเบอร์สีขาวอันงดงาม Trevita ในภาษาสวีเดน หมายถึง Three whites โดยในตอนแรก Koenigseegg ตั้งใจจะผลิตออกมา 3 คัน แต่สุดท้ายถูกสร้างขึ้นแค่ 2 คัน ทำให้มันเป็นรุ่นพิเศษ หายากสุดๆ

ถัดมาในปีเดียวกัน มีรุ่น CCXR Special Editon เป็นการส่งท้ายก่อนรุ่น Agera ถือกำเนิด ในรุ่นนี้มีจุดเด่นด้วยปีกท้าย Double F1 ขนาดใหญ่ ตัวถังงานคาร์บอนไฟเบอร์ ลิ้นกันชนหน้า และด้านข้างขนาดใหญ่ เสริมช่องลมบริเวณเหนือซุ้มล้อหลัง ภายในมีจอ Infotainment ทัชสกรีน กับเกจ์วัดแรง G และเป็นรุ่นแรกที่ติดตั้งระบบ F1 Paddleshift โดยยังเป็นรถ FlexFuel แบบ CCXR เวอร์ชั่นปกติ ในรุ่นส่งท้ายนี้ถูกผลิตแค่ 2 เท่านั้น

  ปี 2010

รุ่นใหม่อย่าง Agera ชื่อนี้หมายถึง “Take Action” มันถูกเผยโฉมที่งาน Geneva Motor Show ในเดือนมีนาคม ทั้งภายนอก ภายใน ดูล้ำสมัยมากขึ้น ล้อ VGR Wheels ดีไซน์พิเศษให้เหมือนใบพัด ช่วยดึงความร้อนออกจากชุดเบรกได้ดี จากเดิมที่ใช้ซุปเปอร์ชาร์จในรุ่นก่อนๆ ถูกเปลี่ยนมาใช้เทอร์โบคู่แทน ปรับปรุงระบบท่อไอเสียใหม่ ช่วยลดอาการรอรอบ Turbo Lag  โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร กำลัง 960 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 1,100 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 ภายใน 3 วินาที 0-200 ใน 8.0 วินาที และได้รับรางวัล Top Gear Hypercar of the Year 2010 อีกด้วย

  ปี 2011

Koenigsegg Agera R ถือกำเนิด ถูกผลิตในช่วงปี 2011- 2014 มาในจำนวน 18 คัน ตัวรถเป็นแบบ Flexfuel ใช้ได้ตั้งแต่ เบนซิน 95 จนไปถึง E100 สามารถรีดกำลังได้กว่า 960 แรงม้า เมื่อใช้ออกเทน 95 แต่จะกระโดดไป 1,140 แรงม้า เมื่อใช้ E85 หรือ E100 กับแรงบิดที่ 1,200 นิวตัน-เมตร แถมทำสถิติใหม่ Guiness World Record 0-300-0 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 21.19 วินาที เร็วกว่า CCX เมื่อปี 2008 ถึง 8 วินาที ถือเป็นการพัฒนาอันก้าวหน้า ในระยะเวลาแค่ 3 ปี

  ปี 2012

Koenigsegg Agera S เปิดตัว ผลิตเพียง 5 คัน โดยรถรุ่นนี้ทำมาพิเศษ สำหรับตลาดที่ไม่มีเชื้อเพลิง E85 จำหน่าย เป็นการตัดระบบ Flexfuel ของ Agera R ออกไป ในส่วนสเปคอื่นๆ จะเหมือนกันทั้งหมด Agera S คือ Koenigsegg รุ่นแรก ที่มีกำลังระดับ 1,030 แรงม้า กับแรงบิด 1,000 นิวตัน-เมตร จากการใช้น้ำมันออกเทน 95 ปกติ ดีไซน์ภายนอกมีจุดเด่นที่ล้อแบบคาร์บอนไฟเบอร์ Aircore ที่ผลิตแบบ OEM ในโรงงานตัวเอง น้ำหนักลดลง 40% เมื่อเทียบกับล้ออัลลอยปกติ

  ปี 2014

Koenigsegg One:1 ถือกำเนิด ด้วยจำนวนการผลิตเพียง 7 คัน ถือเป็นรถผลิตโรงงานคันแรก World’s First Production Car ที่มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก เท่ากันคือ 1,341 กิโลกรัม กับ 1,341 แรงม้า ซึ่งเป็นที่มาของชื่อรุ่น One:1  มีพลังมากกว่าทั้ง Veyron Super Sport, LaFerrari, McLaren P1 และ Porsche 918 Spyder   พละกำลังมาจาก เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร เทอร์โบคู่ อัตราเร่ง 0-400 ใช้เวลาราว 20 วินาที เท่านั้น ล้อแม็คทำจากคาร์บอนไฟเบอร์  เบรกคาร์บอนเซรามิคจาก Agera R มีการอัพเกรดระบบช่วงล่างแบบ Triplex ให้ดีขึ้น ระบบแอร์โรไดนามิกแบบเต็มรูปแบบ ติดตั้งที่ลิ้นกันชนหน้า และสปอยเลอร์หลังแบบแอคทีฟปรับมุมองศาได้ตามความเร็ว  ภายในรถมีระบบเชื่อมต่อ GPS ใช้จับเวลารอบในสนามแข่ง และมี Software ไว้บันทึกสถิติการขับ และมีระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร

  ปี 2015

เป็นการพัฒนาก้าวกระโดด ด้วยรถรุ่นใหม่อย่าง Koenigsegg Regera โชว์ตัวที่งาน Geneva มาพร้อมไฮไลด์ มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ลูก ทำงานประสานกับเครื่องยนต์ V8 5.0 ลิตร เทอร์โบคู่ และชุดแบตเตอรี่น้ำหนักเบา รีดกำลังรวมได้ 1,500 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 2,000 นิวตัน-เมตร โดยส่งกำลังไปสู่ล้อคู่หลังโดยตรง แบบไม่มีเกียร์ ผ่านระบบที่มีชื่อว่า Koenigsegg Direct Drive (KDD) ที่ทาง Christian Von Koenigsegg เป็นผู้คิดค้นขึ้นเอง ไม่จำเป็นจะต้องใช้เกียร์หลายๆ จังหวะอีกต่อไปซึ่งจะสูญเสียพลังงานไปเยอะกว่าที่จะส่งถึงล้อ Regera ถูกผลิตออกมา 80 คัน เท่านั้น

ในปี 2015 ที่งาน Geneva เดือนมีนาคม Koenigsegg เปิดผ้าคลุม Agera RS ใหม่ ในรุ่นนี้เป็นการนำความรู้ทั้งหมดจากรุ่น One:1 มาปรับใช้ให้ความดุดันลดลง สำหรับใช้งานบนถนนมากขึ้น Agera RS คือ Koenigsegg ที่ทรงพลังที่สุด โดยใช้แค่น้ำมันออกเทน 95 ด้วยพละกำลัง 1,160 แรงม้า แรงบิดกว่า 1,000 นิวตันเมตร พร้อมแอร์โรไดนามิก ระบบควบคุมการทรงตัว ช่วงล่างประสิทธิภาพสูง Agera RS ผลิตออกมาเพียง 25 คัน เท่านั้น

และในปีเดียวกันนั้น เดือนกรกฎาคม 2015 Koenigsegg One:1 สร้างสถิติใหม่ 0-300-0  ใช้เวลาเพียง 17.95 วินาที เฉือนเวลาเร็วกว่า Agera R ถึง 3 วินาที

  ปี 2016

เป็นการส่งท้ายของรุ่น Agera ด้วยการออกรุ่นพิเศษ ผลิตในจำนวน 3 คัน ถูกโชว์ตัวที่ Geneva Motor Show 2016 ใช้ชื่อว่า Agera Final edition ตัวรถใช้พื้นฐานจาก Agera RS มีการปรับแต่งที่หลากหลายตามที่ลูกค้าต้องการ และระบบแอร์โรไดนามิก ที่ลูกค้าจะมีส่วนในการร่วมพัฒนาด้วย เป็นแบบเฉพาะบุคคลเท่านั้น

  ปี 2019

เป็นการเผยโฉมรถ Megacar รุ่นล่าสุด Koenigsegg Jesko โดยชื่อนี้ตั้งเพื่อเป็นเกียรติให้กับประธานบริษัท Jesko Von Koenigsegg ซึ่งก็คือคุณพ่อของ Christian Von Koenigsegg นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าที่ผ่านมาคุณพ่อเขาคอยสนับสนุนลูกชายอยู่ตลอด นับตั้งแต่ยังไม่เริ่มก่อตั้งบริษัท Koenigsegg Jesko ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร เทอร์โบคู่ เป็นแบบ Flexfuel รีดพละกำลังได้ 1,600 แรงม้า (เมื่อใช้น้ำมัน E85) แรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร เชื่อมเข้ากับระบบเกียร์ 9 สปีด คลัทซ์คู่ Light Speed Transmission (LST) อันรวดเร็ว


บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของทาง Bangkoksupercar.com